Featured image of post พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร: ไม่มี "ตัวตน" หรือ "สรรพสัตว์" ที่ยั่งยืน เป็นเพียงสมมติบัญญัติ สรรพสิ่งไร้แก่นสารที่เที่ยงแท้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ก้าวข้ามความคิดแบบทวิลักษณ์ เมื่อทำความดี ไม่ควรยึดติดว่ากำลังทำความดี จิตใจควรเป็นอิสระ เมื่อเข้าใจและแสดงธรรม จิตใจไม่ควรหวั่นไหวต่อโลกธรรม

พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร: ไม่มี "ตัวตน" หรือ "สรรพสัตว์" ที่ยั่งยืน เป็นเพียงสมมติบัญญัติ สรรพสิ่งไร้แก่นสารที่เที่ยงแท้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ก้าวข้ามความคิดแบบทวิลักษณ์ เมื่อทำความดี ไม่ควรยึดติดว่ากำลังทำความดี จิตใจควรเป็นอิสระ เมื่อเข้าใจและแสดงธรรม จิตใจไม่ควรหวั่นไหวต่อโลกธรรม

พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร: ไม่มี "ตัวตน" หรือ "สรรพสัตว์" ที่ยั่งยืน เป็นเพียงสมมติบัญญัติ สรรพสิ่งไร้แก่นสารที่เที่ยงแท้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ก้าวข้ามความคิดแบบทวิลักษณ์ เมื่อทำความดี ไม่ควรยึดติดว่ากำลังทำความดี จิตใจควรเป็นอิสระ เมื่อเข้าใจและแสดงธรรม จิตใจไม่ควรหวั่นไหวต่อโลกธรรม

ประเด็นสำคัญของ “พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร”

  1. อนัตตา (ความไม่มีตัวตน): พระพุทธองค์ทรงเน้นว่าไม่มี “ตัวตน” หรือ “สรรพสัตว์” ที่เที่ยงแท้ถาวร สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแนวคิดที่สร้างขึ้นเพื่อความสะดวกในการสื่อสารเท่านั้น
  2. สุญญตา (ความว่าง): สรรพสิ่งไม่มีแก่นสารที่ตายตัว พระพุทธองค์ทรงย้ำเตือนไม่ให้ยึดติดในตัวตนของแนวคิดหรือปรากฏการณ์ใดๆ
  3. ปัญญาบารมี: ปัญญาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่อยู่ที่การเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง
  4. การไม่ยึดติด (อุปาทาน): ผู้ปฏิบัติธรรมควรละวางความยึดติดในแนวคิดและปรากฏการณ์ทั้งปวง รวมถึงความยึดติดในการทำดีและกุศลผลบุญ
  5. การก้าวข้ามความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบ: พระพุทธองค์ทรงสอนให้ก้าวข้ามความคิดแบบทวิลักษณ์ (Dualism) เช่น การมีอยู่และความไม่มีอยู่ การมาและการไป ความดีและความชั่ว
  6. มองโลกดั่งมายา: ทุกสรรพสิ่งในโลกเปรียบเสมือนความฝัน ภาพลวงตา ฟองสบู่ และเงา ควรใช้ปัญญาเช่นนี้ในการมองโลก
  7. ขีดจำกัดของภาษา: ภาษาและแนวคิดมีขีดจำกัด ไม่สามารถอธิบายสัจธรรมสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์
  8. โพธิจิต: ทรงสนับสนุนให้ตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมิ (โพธิจิต) เพื่อแสวงหาการตรัสรู้สูงสุด ไม่ใช่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อสรรพสัตว์ทั้งปวง
  9. ธรรมกาย: พระพุทธเจ้าที่แท้จริงไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยลักษณะทางกายภาพ แต่จะปรากฏขึ้นผ่านการตรัสรู้แจ้งในสัจธรรม
  10. ปรัชญาปารมิตา: ทรงเน้นย้ำความสำคัญของปัญญา โดยตรัสว่ากุศลจากการเข้าใจและเผยแผ่ปัญญานั้นยิ่งใหญ่กว่าการให้ทานด้วยวัตถุมากนัก
  11. พึงบังเกิดจิตที่ไม่ตั้งอยู่ในที่ใด (응무소주 이생기심): เมื่อทำความดี ไม่ควรยึดติดในความคิดว่าตนกำลังกระทำ การกระทำควรเป็นไปอย่างอิสระและไม่ผูกมัด
  12. ตถตา (ความเป็นเช่นนั้นเอง): เมื่อเข้าใจและแสดงธรรม จิตใจไม่ควรหวั่นไหวต่อโลกธรรม สงบนิ่งดั่งน้ำ

ประเด็นสำคัญเหล่านี้เป็นแก่นคำสอนของ “พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำพาผู้คนให้ก้าวข้ามรูปลักษณ์ภายนอก เข้าใจแก่นแท้ของสรรพสิ่ง และบรรลุถึงแดนแห่งการหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิง

วิดีโอสวด “พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร”

Gold Diamond Sutra | Recitation | No Music, With Scripture | Vajracchedikā Prajñāpāramitā Sūtra | Kumarajiva Translation | Recited by Captain - YouTube

Gold Diamond Sutra | Recitation | No Music, With Scripture | Vajracchedikā Prajñāpāramitā Sūtra | Kumarajiva Translation | Recited by Captain - YouTube

พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร (ฉบับเต็ม)

ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้:

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ 1,250 รูป ในกาลนั้นแล เป็นเวลาภิกขาจาร พระผู้มีพระภาคทรงครองจีวร ทรงถือบาตร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เมื่อทรงเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับแล้ว เสด็จกลับมายังที่ประทับ ทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงเก็บจีวรและบาตร ทรงชำระพระบาทแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้

ครั้งนั้นแล ท่านพระสุภูติเถระ อยู่ในท่ามกลางบริษัทนั้น ได้ลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่าขวา คุกเข่าขวาลงกับพื้น ประคองอัญชลีไปยังทิศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “น่าอัศจรรย์จริง พระเจ้าข้า! พระตถาคตเจ้าทรงอนุเคราะห์เหล่าพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดียิ่ง ทรงกำชับเหล่าพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดียิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุลบุตรหรือกุลธิดา ผู้ตั้งใจปรารถนาพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ควรจะดำรงจิตอย่างไร? ควรจะบังคับจิตของตนอย่างไร?”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า: “ดีละ! ดีละ! สุภูติ เป็นดั่งที่เธอกล่าว ตถาคตย่อมอนุเคราะห์เหล่าพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดี ย่อมกำชับเหล่าพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดี เธอจงตั้งใจฟัง เราจักแสดงแก่เธอ กุลบุตรหรือกุลธิดา ผู้ตั้งใจปรารถนาพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ควรจะดำรงจิตอย่างนี้ ควรจะบังคับจิตของตนอย่างนี้” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอรับฟังด้วยความยินดี”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ควรบังคับจิตของตนอย่างนี้ว่า ‘สรรพสัตว์ทั้งปวง ไม่ว่าเป็นสัตว์ที่เกิดจากไข่ (อัณฑชะ) เกิดจากครรภ์ (ชลาพุชะ) เกิดจากเถ้าไคล (สังเสทชะ) หรือเกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ) ที่มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี หรือมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี เราจักโปรดสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นให้บรรลุถึงอนุปาทิเสสนิพพานทั้งสิ้น แม้เราจะได้โปรดสัตว์ทั้งหลายให้ปรินิพพานไปจนนับไม่ถ้วนประมาณมิได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หามีสัตว์ใดๆ ที่ได้ปรินิพพานไม่’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ดูก่อนสุภูติ หากพระโพธิสัตว์ ยังมีความยึดถือในตัวตน (อาตมัน) ยึดถือในบุคคล (ปุคคล) ยึดถือในสัตว์ (สัตวะ) และยึดถือในชีวะ (ชีวะ) ไซร้ ผู้นั้นก็มิใช่พระโพธิสัตว์”

“ดูก่อนสุภูติ ประการหนึ่ง พระโพธิสัตว์ ไม่ควรยึดถือในธรรมแต่อย่างใด แล้วจึงให้ทาน กล่าวคือ ไม่ควรยึดถือในรูป แล้วให้ทาน ไม่ควรยึดถือในเสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ แล้วให้ทาน ดูก่อนสุภูติ พระโพธิสัตว์พึงให้ทานอย่างนี้ ไม่ควรยึดติดในนิมิตลักษณะ เพราะเหตุไร? หากพระโพธิสัตว์ ไม่ยึดถือในลักษณะแล้วให้ทาน กุศลผลบุญย่อมมากมายมหาศาลสุดจะประมาณได้”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? อากาศเบื้องตะวันออก จะพึงคำนวณวัดได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า”

“ดูก่อนสุภูติ อากาศเบื้องทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องบน เบื้องล่าง และทิศเฉียงทั้ง 4 จะพึงคำนวณวัดได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า”

“ดูก่อนสุภูติ กุศลผลบุญของพระโพธิสัตว์ ผู้ไม่ยึดถือในลักษณะแล้วให้ทาน ก็เปรียบปานฉะนี้ คือไม่สามารถจะคำนวณวัดได้ ดูก่อนสุภูติ พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติตามคำสอนนี้เถิด”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? จะพึงเห็นพระตถาคตโดยรูปลักษณะได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า จะเห็นพระตถาคตโดยรูปลักษณะไม่ได้ เพราะเหตุไร? เพราะรูปลักษณะที่พระตถาคตตรัสนั้น มิใช่รูปลักษณะที่แท้จริง”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “ลักษณะทั้งปวงล้วนเป็นมายา หากเห็นลักษณะทั้งปวงว่าไม่ใช่ลักษณะ ก็ย่อมเห็นตถาคต”

ท่านพระสุภูติกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า: “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะมีสรรพสัตว์ใด เมื่อได้ฟังคำสอนและบทแห่งธรรมอย่างนี้แล้ว จะเกิดศรัทธาที่แท้จริงได้หรือหนอ?”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “อย่ากล่าวอย่างนั้น! แม้เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว 500 ปี หากมีผู้ถือกำหนดรักษาศีล บำเพ็ญกุศล สามารถเกิดศรัทธาในบทธรรมเหล่านี้ และถือว่าเป็นความจริง พึงทราบเถิดว่า คนผู้นั้นมิใช่เพิ่งจะปลูกฝังกุศลรากเหง้าไว้กับพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สองพระองค์ สาม สี่ หรือห้าพระองค์เท่านั้น แต่ได้ปลูกฝังกุศลรากเหง้าไว้กับพระพุทธเจ้านับอสงไขยพุทธะมาแล้ว เมื่อได้ฟังบทธรรมเหล่านี้ แม้เพียงชั่วขณะจิตเดียว ก็เกิดความเลื่อมใสบริสุทธิ์ ดูก่อนสุภูติ ตถาคตย่อมรู้แจ้ง ย่อมเห็นบุคคลเหล่านั้น สรรพสัตว์เหล่านั้น ย่อมได้กุศลผลบุญอันหาประมาณมิได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะสรรพสัตว์เหล่านั้น ไม่มีความยึดมั่นในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะอีกต่อไป ไม่มีธรรมลักษณะ (ความยึดถือว่ามีธรรม) และไม่มีอธรรมลักษณะ (ความยึดถือว่าไม่มีธรรม) ข้อนั้นเพราะเหตุไร? หากจิตของสรรพสัตว์เหล่านั้นยังยึดถือนิมิตลักษณะ ก็ย่อมชื่อว่ายังยึดติดในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ หากยึดถือธรรมลักษณะ ก็ย่อมชื่อว่ายังยึดติดในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ เพราะเหตุไร? หากยึดถืออธรรมลักษณะ ก็ย่อมชื่อว่ายังยึดติดในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรยึดถือธรรม และไม่ควรยึดถืออธรรม ด้วยเหตุนี้ ตถาคตจึงแสดงธรรมเปรียบด้วยแพว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เธอพึงรู้ธรรมบรรยายที่เราแสดงว่าเปรียบด้วยแพ (สำหรับข้ามฟาก เมื่อข้ามฝั่งแล้วก็ควรทิ้งเสีย)’ [แม้แต่] ธรรมยังควรละเสีย จะป่วยกล่าวไปไยกับอธรรมเล่า”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? พระตถาคตได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณกระนั้นหรือ? พระตถาคตได้แสดงธรรมกระนั้นหรือ?”

ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “ตามที่ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสนั้น ธรรมที่ชื่อว่าพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้นไม่มีสภาวะที่แน่นอน และไม่มีธรรมใดที่แน่นอนที่พระตถาคตจะพึงกล่าว เพราะเหตุไร? เพราะธรรมที่พระตถาคตตรัสนั้น ย่อมถือเอาไม่ได้ กล่าวไม่ได้ มิใช่ธรรม และมิใช่อธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะพระอริยบุคคลทั้งปวง ล้วนอาศัยอสังขตธรรม (ธรรมที่ไม่มีการปรุงแต่ง) จึงมีความแตกต่างกัน”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? หากมีบุคคลนำแก้ว 7 ประการมาถวายเป็นทานจนเต็มพื้นที่แห่งมหาตรีสหัสสโลกธาตุ คนผู้นั้น จะได้กุศลผลบุญมากหรือไม่?”

ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “มาก พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร? เพราะกุศลผลบุญนี้ มิใช่สภาวะแห่งกุศล (เป็นอนัตตา) ฉะนั้น พระตถาคตจึงตรัสว่ากุศลผลบุญมาก” “หากมีบุคคลอื่น รับเอาพระสูตรนี้ไปปฏิบัติ แม้เพียงคาถา 4 บาท (หนึ่งโศลก) แล้วแสดงแก่ผู้อื่น กุศลผลบุญของผู้นี้ประเสริฐยิ่งกว่าผู้นั้น เพราะเหตุไร? ดูก่อนสุภูติ พระพุทธเจ้าทั้งปวง และพระธรรมแห่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ล้วนออกมาจากพระสูตรนี้ ดูก่อนสุภูติ สิ่งที่เรียกว่าพุทธธรรมนั้น แท้จริงแล้วมิใช่พุทธธรรม”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? พระโสดาบัน จะมีความคิดอย่างนี้หรือไม่ว่า ‘เราได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว?’”

ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “หามิได้ พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร? เพราะพระโสดาบัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าสู่กระแส (พระนิพพาน) แต่แท้ที่จริงแล้ว หามีการเข้าสู่สิ่งใดไม่ ไม่ได้เข้าถึงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่า พระโสดาบัน”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? พระสกทาคามี จะมีความคิดอย่างนี้หรือไม่ว่า ‘เราได้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว?’” “หามิได้ พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร? เพราะพระสกทาคามี ได้ชื่อว่าเป็นผู้กลับมาเกิดอีกเพียงครั้งเดียว แต่แท้ที่จริงแล้ว หามีการกลับมาเกิดอีกไม่ (ในความหมายแห่งยึดมั่นถือมั่น) ฉะนั้นจึงชื่อว่า พระสกทาคามี”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? พระอนาคามี จะมีความคิดอย่างนี้หรือไม่ว่า ‘เราได้บรรลุอนาคามิผลแล้ว?’” “หามิได้ พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร? เพราะพระอนาคามี ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่กลับมาเกิดอีก แต่แท้ที่จริงแล้ว หามีการไม่กลับมาเกิดอีกไม่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอนาคามี”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? พระอรหันต์ จะมีความคิดอย่างนี้หรือไม่ว่า ‘เราได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว?’” “หามิได้ พระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะความจริงแล้ว ไม่มีธรรมใดที่ชื่อว่า อรหันต์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากพระอรหันต์มีความคิดว่า ‘เราได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว’ ก็เท่ากับว่าท่านยังยึดติดในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องข้าพระองค์ว่า เป็นผู้ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาผู้ได้ ‘อรณวิหารสมาบัติ’ (สมาธิที่ปราศจากกิเลส) และเป็นพระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากความปรารถนา (วีตราคะ) เป็นเลิศ แต่ข้าพระองค์ก็มิได้มีความคิดว่า ‘เราเป็นพระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากความปรารถนา’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากข้าพระองค์มีความคิดว่า ‘เราได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว’ พระผู้มีพระภาคก็จะไม่ทรงพยากรณ์ข้าพระองค์ว่า ‘สุภูติเป็นผู้ยินดีในอรณวิหาร’ เพราะเหตุที่สุภูติมิได้มีการกระทำใดๆ (ที่ยึดมั่น) เลย ฉะนั้นจึงตรัสเรียกว่า สุภูติเป็นผู้ยินดีในอรณวิหาร”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? เมื่อครั้งที่ตถาคตอยู่ในสำนักของพระทีปังกรพุทธเจ้า ตถาคตได้รับธรรมใด ๆ กระนั้นหรือ?” “หามิได้ พระเจ้าข้า ในสำนักของพระทีปังกรพุทธเจ้านั้น พระตถาคตมิได้รับธรรมใดๆ เลย (ที่เป็นแก่นสารให้ยึดมั่น)”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? พระโพธิสัตว์ ย่อมตกแต่งพุทธเกษตร (ดินแดนพุทธะ) กระนั้นหรือ?” “หามิได้ พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร? เพราะการตกแต่งพุทธเกษตรนั้น มิใช่การตกแต่ง (ที่แท้จริง) [แต่] ชื่อว่าการตกแต่ง”

“เพราะเหตุนี้แล สุภูติ พระโพธิสัตว์และมหาสัตว์ทั้งหลาย พึงยังจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอย่างนี้ กล่าวคือ ไม่พึงยังจิตให้เกิดขึ้นโดยอาศัยรูป ไม่พึงยังจิตให้เกิดขึ้นโดยอาศัยเสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ พึงยังจิตให้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใด ๆ (應無所住 而生其心)”

“ดูก่อนสุภูติ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีร่างกายใหญ่โตดุจขุนเขาสุเมรุราช เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ร่างกายนั้นนับว่าใหญ่โตหรือไม่?” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “ใหญ่โตมาก พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร? เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสว่า (กายนั้น) มิใช่กาย (ที่เที่ยงแท้) จึงชื่อว่า กายใหญ่”

“ดูก่อนสุภูติ หากมีแม่น้ำคงคา เท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา แม่น้ำคงคาเหล่านั้นทั้งหมด จะนับว่ามีทรายมากหรือไม่?” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “มาก พระเจ้าข้า เพียงแค่แม่น้ำคงคาเหล่านั้นก็นับไม่ถ้วนเสียแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยกับเม็ดทรายในแม่น้ำเหล่านั้นเล่า”

“ดูก่อนสุภูติ เราขอบอกแก่เธอตามความเป็นจริง หากมีกุลบุตรหรือกุลธิดา นำแก้ว 7 ประการ มาถวายเป็นทานจนเต็มพื้นที่แห่งมหาตรีสหัสสโลกธาตุ ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาเหล่านั้นทั้งหมด เขาจะได้กุศลผลบุญมากหรือไม่?” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “มาก พระเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “หากมีกุลบุตรหรือกุลธิดา รับเอาพระสูตรนี้ไปปฏิบัติ แม้เพียงคาถา 4 บาท แล้วแสดงแก่ผู้อื่น กุศลผลบุญนี้ย่อมประเสริฐยิ่งกว่ากุศลผลบุญนั้น”

“ดูก่อนสุภูติ ประการหนึ่ง สถานที่ใดมีการแสดงพระสูตรนี้ แม้เพียงคาถา 4 บาท พึงทราบเถิดว่า สถานที่นั้น เทวดา มนุษย์ และอสูรทั้งปวงในโลก ควรกราบไหว้บูชาดุจพระสถูปเจดีย์ จะป่วยกล่าวไปไยกับผู้ที่สามารถรับถือ ท่องบ่น และปฏิบัติตามพระสูตรนี้ได้ทั้งหมดเล่า ดูก่อนสุภูติ พึงทราบเถิดว่า บุคคลผู้นั้น ย่อมสำเร็จธรรมที่น่าอัศจรรย์เป็นเลิศ สถานที่ใดมีพระสูตรนี้ประดิษฐานอยู่ สถานที่นั้นก็เสมือนหนึ่งมีพระพุทธเจ้า หรือพระอริยสาวกผู้ควรแก่การเคารพประทับอยู่”

ครั้งนั้นแล ท่านพระสุภูติกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสูตรนี้มีชื่อว่าอะไร และเราทั้งหลายควรจะรับถือไว้อย่างไร?”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “พระสูตรนี้มีชื่อว่า ‘วัชรปรัชญาปารมิตา’ เธอจงรับถือไว้ด้วยชื่อนี้ เพราะเหตุไร? ดูก่อนสุภูติ ปรัชญาปารมิตาที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น (โดยปรมัตถ์แล้ว) มิใช่ปรัชญาปารมิตา ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปรัชญาปารมิตา ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? มีธรรมใด ๆ ที่ตถาคตได้แสดงแล้วหรือ?” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “หามิได้ พระเจ้าข้า พระตถาคตมิได้ทรงแสดงธรรมใด ๆ เลย (ที่ยึดถือได้)”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ปรมาณู (ฝุ่นละออง) ทั้งหลายในมหาตรีสหัสสโลกธาตุ มีจำนวนมากหรือไม่?” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “มาก พระเจ้าข้า”

“ดูก่อนสุภูติ ปรมาณูทั้งหลายอ ตถาคตกล่าวว่ามิใช่ปรมาณู จึงชื่อว่าปรมาณู โลกธาตุ ตถาคตกล่าวว่ามิใช่โลกธาตุ จึงชื่อว่าโลกธาตุ” “ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? จะพึงเห็นพระตถาคตโดยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า จะเห็นพระตถาคตโดยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการไม่ได้ เพราะเหตุไร? เพราะมหาปุริสลักษณะ 32 ประการที่ตถาคตตรัสนั้น มิใช่มหาปุริสลักษณะ (ที่แท้จริง) จึงชื่อว่า มหาปุริสลักษณะ 32”

“ดูก่อนสุภูติ หากมีกุลบุตรหรือกุลธิดา สละร่างกายแลชีวิต เท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา เพื่อเป็นทาน และหากมีผู้อื่น รับเอาพระสูตรนี้ไปปฏิบัติ แม้เพียงคาถา 4 บาท แล้วแสดงแก่ผู้อื่น กุศลผลบุญของผู้นี้ ย่อมมากมายมหาศาล”

ครั้งนั้นแล ท่านพระสุภูติ ได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว เข้าใจซึ้งถึงแก่นธรรม น้ำตาไหลอาบหน้า กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “น่าอัศจรรย์จริง พระเจ้าข้า พระตถาคตเจ้าทรงแสดงพระสูตรอันลึกซึ้งยิ่งนัก นับตั้งแต่ข้าพระองค์ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นต้นมา ข้าพระองค์ยังไม่เคยได้สดับพระสูตรเช่นนี้มาก่อนเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากมีบุคคลใด ได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว มีจิตศรัทธาบริสุทธิ์ เกิดความรู้อันตามความเป็นจริง (ภูตสัญญา / Real Mark) พึงทราบเถิดว่า บุคคลผู้นั้น ย่อมสำเร็จกุศลอันน่าอัศจรรย์เป็นเลิศ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความรู้อันตามความเป็นจริงนั้น แท้จริงแล้วมิใช่ลักษณะ (ความยึดถือ) เหตุนั้น ตถาคตจึงตรัสเรียกว่า ความรู้อันตามความเป็นจริง (ภูตสัญญา) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว การจะเชื่อถือ เข้าใจ และรับไปปฏิบัตินั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในกาลภายหน้า อีก 500 ปี หากมีสรรพสัตว์ที่ได้ฟังพระสูตรนี้ แล้วเชื่อถือ เข้าใจ รับไปปฏิบัติ บุคคลนั้นจะเป็นผู้ที่หาได้ยากยิ่ง เพราะเหตุไร? เพราะบุคคลนั้น ปราศจากความยึดถือในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ความยึดถือในตัวตน (อาตมัน) นั้น แท้จริงมิใช่ลักษณะ ส่วนความยึดถือในบุคคล สัตว์ และชีวะ ก็มิใช่ลักษณะ เพราะเหตุไร? ผู้ที่ละลักษณะทั้งปวงได้แล้ว ย่อมชื่อว่า พระพุทธเจ้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “อย่างนั้น อย่างนั้น หากมีบุคคลใด ได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว ไม่ตื่นตระหนก ไม่หวาดหวั่น และไม่กลัว พึงทราบเถิดว่า บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่หาได้ยากยิ่ง เพราะเหตุไร? ดูก่อนสุภูติ บารมีที่หนึ่ง (ทานบารมี) ที่ตถาคตกล่าวนั้น มิใช่บารมีที่หนึ่ง จึงชื่อว่าบารมีที่หนึ่ง ดูก่อนสุภูติ ขันติบารมี (ความอดทน) ตถาคตกล่าวว่า มิใช่ขันติบารมี เพราะเหตุไร? ดูก่อนสุภูติ ในอดีตกาล เมื่อเราถูกพระเจ้ากลิราชาตัดร่างกายออกเป็นชิ้นๆ ในกาลนั้น เราไม่มีความยึดถือในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ เพราะเหตุไร? ในอดีตกาล เมื่อเราถูกสับร่างกายออกเป็นท่อนๆ หากเรายังมีความยึดถือในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ เราก็พึงเกิดความโกรธแค้น ดูก่อนสุภูติ เรายังระลึกได้ว่า ในอดีตชาติ 500 ชาติ เราได้เกิดเป็น ขันติวาทีดาบส ในกาลนั้น เราก็ไม่มีความยึดถือในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะ เพราะเหตุนี้แล สุภูติ พระโพธิสัตว์พึงละลักษณะทั้งปวง แล้วตั้งจิตปรารถนาพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่พึงยังจิตให้เกิดขึ้นโดยอาศัยรูป ไม่พึงยังจิตให้เกิดขึ้นโดยอาศัยเสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ พึงยังจิตให้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใด ๆ หากจิตยังมีการอาศัย (ยึดติด) ก็ชื่อว่าไม่ใช่การอาศัยที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ‘จิตของพระโพธิสัตว์ ไม่พึงยึดติดในรูป แล้วให้ทาน’”

“ดูก่อนสุภูติ พระโพธิสัตว์ เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ พึงให้ทานอย่างนี้ ลักษณะทั้งปวงที่ตถาคตกล่าวนั้น แท้จริงมิใช่ลักษณะ และสรรพสัตว์ทั้งปวงที่กล่าวนั้น แท้จริงก็มิใช่สรรพสัตว์”

“ดูก่อนสุภูติ ตถาคตเป็นผู้กล่าวคำจริง (สัจจวาที) กล่าวคำตรง (ภูตวาที) กล่าวคำที่เป็นจริงตามสภาวะ (ตถวาที) กล่าวคำไม่หลอกลวง (อวิสังสวาที) และกล่าวคำไม่เป็นอย่างอื่น (อนัญญถาวาที)”

“ดูก่อนสุภูติ ธรรมที่ตถาคตได้บรรลุนั้น ในธรรมนั้น ไม่มีความจริงและไม่มีความเท็จ (ไร้แก่นสารให้ยึดมั่น) ดูก่อนสุภูติ หากจิตของพระโพธิสัตว์ ยังยึดติดในธรรม แล้วให้ทาน ก็เปรียบเสมือนคนตาบอดที่เดินเข้าไปในที่มืด ย่อมมองไม่เห็นสิ่งใด หากจิตของพระโพธิสัตว์ ไม่ยึดติดในธรรม แล้วให้ทาน ก็เปรียบเสมือนคนตาดี เมื่อแสงอาทิตย์ส่องสว่าง ย่อมมองเห็นสีสันต่างๆ ได้ชัดเจน ดูก่อนสุภูติ ในกาลภายหน้า หากมีกุลบุตรหรือกุลธิดา สามารถรับถือ ท่องบ่น และปฏิบัติตามพระสูตรนี้ ตถาคตย่อมรู้แจ้งคนผู้นั้นด้วยพุทธปัญญา ย่อมเห็นคนผู้นั้น พวกเขาทั้งหลาย จะได้กุศลผลบุญอันหาประมาณมิได้”

“ดูก่อนสุภูติ หากมีกุลบุตรหรือกุลธิดา สละร่างกายเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา เพื่อเป็นทานในเวลาเช้า สละร่างกายเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา เพื่อเป็นทานในเวลากลางวัน และสละร่างกายเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา เพื่อเป็นทานในเวลาเย็น ตลอดกาลนับร้อยพันหมื่นอสงไขยกัป แต่หากมีผู้อื่น ได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว มีจิตศรัทธาไม่คัดค้าน (ไม่สงสัย) กุศลผลบุญของผู้นี้ ย่อมประเสริฐยิ่งกว่าผู้นั้น จะป่วยกล่าวไปไยกับการเขียน คัดลอก รับถือ ท่องบ่น และอธิบายความหมายแก่ผู้อื่นเล่า”

“ดูก่อนสุภูติ กล่าวโดยย่อ พระสูตรนี้มีกุศลผลบุญอันคิดไม่ได้ (อจินไตย) ชั่งไม่ได้ และไม่มีที่สิ้นสุด ตถาคตแสดงไว้เพื่อผู้ที่ปรารถนาในมหายาน (ยานอันยิ่งใหญ่) เพื่อผู้ที่ปรารถนาในอุตตรยาน (ยานอันสูงสุด) หากมีบุคคลใด สามารถรับถือ ท่องบ่น และประกาศแสดงแก่ผู้อื่น ตถาคตย่อมรู้แจ้งคนผู้นั้น ย่อมเห็นคนผู้นั้น พวกเขาทั้งหลาย จะได้กุศลผลบุญอันคิดไม่ได้ ชั่งไม่ได้ และไม่มีที่สิ้นสุด บุคคลเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นผู้แบกหามพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระตถาคต เพราะเหตุไร? ดูก่อนสุภูติ ผู้ที่ยินดีในหินยาน (ธรรมที่คับแคบ) ผู้ที่ยึดติดในความเห็นเรื่องตัวตน (สักกายทิฏฐิ) บุคคล สัตว์ และชีวะ ย่อมไม่สามารถรับฟัง ท่องบ่น และอธิบายพระสูตรนี้แก่ผู้อื่นได้”

“ดูก่อนสุภูติ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใด หากมีพระสูตรนี้อยู่ เทวดา มนุษย์ และอสูรทั้งปวงในโลก ควรกราบไหว้บูชา พึงทราบเถิดว่า สถานที่นั้นคือพระสถูปเจดีย์ ทุกคนควรทำความเคารพ กราบไหว้ เดินเวียนขวา (ทักษิณา) และโปรยปรายดอกไม้และของหอมบูชา ณ ที่นั้น”

“ดูก่อนสุภูติ ประการหนึ่ง หากกุลบุตรหรือกุลธิดา ผู้รับถือและท่องบ่นพระสูตรนี้ ถูกคนอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม บุคคลผู้นี้ อันที่จริงควรจะต้องตกนรกเพราะบาปกรรมในชาติปางก่อน แต่ด้วยเหตุที่ถูกคนในชาตินี้ดูหมิ่นเหยียดหยาม บาปกรรมในชาติปางก่อนจึงได้รับการชดใช้จนหมดสิ้น และจะได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างแน่นอน”

พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร ฉบับภาษาปัจจุบัน

ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ 1,250 รูป ในกาลนั้นแล เป็นเวลาภิกขาจาร พระผู้มีพระภาคทรงครองจีวร ทรงถือบาตร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เมื่อทรงเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับแล้ว เสด็จกลับมายังที่ประทับ ทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงเก็บจีวรและบาตร ทรงชำระพระบาทแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ พระนครสาวัตถี มีสวนอันงดงามชื่อว่า พระวิหารเชตวัน ในวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่พร้อมด้วยเหล่าสาวกผู้ติดตามจำนวน 1,250 รูป เพื่อพักผ่อน

เมื่อถึงเวลาเพล (ใกล้เที่ยง) พระพุทธเจ้าทรงเตรียมพระองค์เพื่อเสด็จออกไปบิณฑบาต (ขอรับอาหาร) ในเมือง ทรงครองจีวร (ผ้าเหลือง) และอุ้มบาตร เสด็จดำเนินเข้าสู่เมืองสาวัตถีที่คึกคัก ภายในเมือง พระองค์ทรงเดินไปตามบ้านเรือนต่างๆ รับอาหารที่ชาวบ้านถวายด้วยความศรัทธา

เมื่อเสร็จกิจนิมนต์แล้ว พระองค์ทรงนำบาตรที่เต็มไปด้วยอาหารกลับมายังพระวิหาร ทรงประทับนั่งและฉันภัตตาหารอย่างสงบ หลังจากฉันเสร็จ พระองค์ทรงเก็บจีวรและบาตรอย่างเรียบร้อย ทรงล้างพระบาท และประทับนั่งในที่อันผาสุก

ในขณะนั้น ศิษย์คนหนึ่งถามด้วยความสงสัยว่า “ข้าแต่พระพุทธองค์ ท่านทำเช่นนี้ทุกวันเลยหรือ?”

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและตอบว่า “ใช่แล้ว นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกตน การออกไปบิณฑบาตทุกวัน ไม่เพียงแต่เพื่อให้ได้อาหารมาประทังชีวิต แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนและเผยแผ่ธรรมะด้วย”

ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “เข้าใจแล้ว ไม่ใช่แค่เพื่อให้อิ่มท้อง แต่เพื่อเป็นอาหารใจด้วยสินะครับ”

พระพุทธเจ้ามองศิษย์ผู้นั้นด้วยความพึงพอใจ ทรงเตรียมพร้อมที่จะเริ่มการเทศนาธรรมในวันนี้

ครั้งนั้นแล ท่านพระสุภูติเถระ อยู่ในท่ามกลางบริษัทนั้น ได้ลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่าขวา คุกเข่าขวาลงกับพื้น ประคองอัญชลีไปยังทิศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “น่าอัศจรรย์จริง พระเจ้าข้า! พระตถาคตเจ้าทรงอนุเคราะห์เหล่าพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดียิ่ง ทรงกำชับเหล่าพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดียิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุลบุตรหรือกุลธิดา ผู้ตั้งใจปรารถนาพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ควรจะดำรงจิตอย่างไร? ควรจะบังคับจิตของตนอย่างไร?”

เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งลง พระสุภูติเถระ ผู้เป็นสาวกอาวุโสที่ได้รับความเคารพอย่างสูงในหมู่สงฆ์ เห็นว่าทุกคนเงียบลงแล้ว จึงคิดว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะทูลถามคำถามสำคัญ

ท่านลุกขึ้น จัดจีวรให้เรียบร้อย เปิดไหล่ขวา เดินเข้าไปยังเบื้องหน้าพระพุทธเจ้า คุกเข่าขวาลง พนมมือด้วยความเคารพ แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐยิ่ง! พระองค์ทรงเป็นเลิศอย่างแท้จริง ทรงเฝ้าดูและชี้แนะเหล่าผู้ปฏิบัติธรรมอย่างละเอียดรอบคอบเสมอ ข้าพระองค์มีข้อสงสัยใคร่ขอทูลถามพระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าทรงพยักหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณให้ถามต่อ

พระสุภูติสูดหายใจลึกแล้วทูลถามว่า “สำหรับกุลบุตรกุลธิดาผู้ปรารถนาจะแสวงหาปัญญาและการตรัสรู้สูงสุด พระองค์มีคำแนะนำอย่างไรบ้าง? พวกเขาควรทำจิตใจให้สงบอย่างไร? และจะเอาชนะความกังวลและความยึดติดในใจได้อย่างไร?”

คำถามนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนในที่นั้น ทุกคนเงี่ยหูรอฟังคำตอบ พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและเตรียมที่จะแสดงธรรม

ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งในฝูงชนกระซิบถามเพื่อนว่า “คำถามของท่านสุภูติหมายความว่าอย่างไรหรือ?”

เพื่อนกระซิบตอบว่า “ท่านกำลังถามว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ทำอย่างไรจึงจะรักษาทัศนคติที่ถูกต้อง และก้าวข้ามอุปสรรคภายในใจได้ นี่เป็นคำถามที่สำคัญมากสำหรับพวกเราทุกคนนะ”

ศิษย์หนุ่มพยักหน้าเข้าใจ และรอฟังคำตอบจากพระพุทธเจ้าด้วยแววตามุ่งมั่น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า: “พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ควรบังคับจิตของตนอย่างนี้ว่า ‘สรรพสัตว์ทั้งปวง ไม่ว่าเป็นสัตว์ที่เกิดจากไข่ เกิดจากครรภ์ เกิดจากเถ้าไคล หรือเกิดผุดขึ้น… เราจักโปรดสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นให้บรรลุถึงอนุปาทิเสสนิพพานทั้งสิ้น แม้เราจะได้โปรดสัตว์ทั้งหลายให้ปรินิพพานไปจนนับไม่ถ้วนประมาณมิได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หามีสัตว์ใดๆ ที่ได้ปรินิพพานไม่’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ดูก่อนสุภูติ หากพระโพธิสัตว์ ยังมีความยึดถือในตัวตน ยึดถือในบุคคล ยึดถือในสัตว์ และยึดถือในชีวะ ไซร้ ผู้นั้นก็มิใช่พระโพธิสัตว์”

พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรพระสุภูติด้วยความเมตตา แล้วเริ่มแสดงธรรม “ดูก่อนสุภูติ ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ยิ่งใหญ่ ควรทำจิตใจให้สงบอย่างนี้ ควรคิดอย่างนี้ว่า…”

พระองค์ทรงกระแอมเล็กน้อย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นว่า “‘ในโลกนี้มีชีวิตอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดจากไข่ เกิดจากครรภ์ มดลูก เกิดในที่ชื้นแฉะ หรือเกิดขึ้นเองทันที จะมองเห็นก็ดี มองไม่เห็นก็ดี มีความคิดก็ดี ไม่มีความคิดก็ดี หรือจะว่ามีความคิดก็ไม่ใช่ ไม่มีความคิดก็ไม่ใช่ก็ดี เราปรารถนาจะช่วยเหลือชีวิตทั้งหมดเหล่านี้ ให้ได้รับความสงบสุขและการหลุดพ้นอย่างสูงสุด’”

พระองค์ทรงหยุดครู่หนึ่ง มองดูเหล่าศิษย์ที่มีสีหน้าครุ่นคิด แล้วตรัสต่อว่า “แต่ว่านะ สุภูติ นี่มีความลับที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง เรากล่าวว่าจะช่วยชีวิตนับไม่ถ้วนให้หลุดพ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับไม่มีชีวิตใดเลยที่ได้รับการหลุดพ้นจากการกระทำของเรา เธอรู้ไหมว่าทำไม?”

พระสุภูติและศิษย์คนอื่นๆ ต่างส่ายหน้าด้วยความงุนงง พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและอธิบายว่า “เพราะว่า หากในใจของผู้ปฏิบัติธรรม ยังคงมีแนวคิดเรื่อง ‘ตัวเรา’ (อัตตา) มีแนวคิดเรื่อง ‘ผู้อื่น’, ‘สรรพสัตว์’ หรือ ‘ช่วงอายุขัย’ ที่ตายตัวอยู่ล่ะก็ เขาก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริงน่ะสิ”

เมื่อได้ยินดังนี้ ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะถามรุ่นพี่ข้างๆ เบาๆ ว่า “หมายความว่ายังไงครับ? ฟังดูขัดแย้งกันชอบกล”

รุ่นพี่กระซิบตอบว่า “พระองค์ทรงสอนให้เราช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจที่ไร้ความเห็นแก่ตัว อย่ายึดติดกับความคิดที่ว่า ‘ฉันกำลังช่วย’ แต่ให้ทำไปตามธรรมชาติ”

ศิษย์หนุ่มพยักหน้า ดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังครุ่นคิดอยู่

พระพุทธเจ้าทรงเห็นเหล่าศิษย์กำลังขบคิดอย่างจริงจัง ก็ทรงยิ้มด้วยความพอใจ พระองค์ทรงทราบดีว่าความจริงนี้ลึกซึ้ง ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและปฏิบัติ แต่ทรงเชื่อว่าตราบใดที่พวกเขายังคงเปิดใจและถ่อมตน สักวันหนึ่งทุกคนจะสามารถตระหนักรู้ในปัญญานี้ได้

“ดูก่อนสุภูติ ประการหนึ่ง พระโพธิสัตว์ ไม่ควรยึดถือในธรรมแต่อย่างใด แล้วจึงให้ทาน กล่าวคือ ไม่ควรยึดถือในรูป แล้วให้ทาน ไม่ควรยึดถือในเสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ แล้วให้ทาน… หากพระโพธิสัตว์ ไม่ยึดถือในลักษณะแล้วให้ทาน กุศลผลบุญย่อมมากมายมหาศาลสุดจะประมาณได้”

เมื่อเห็นศิษย์ทั้งหลายกำลังครุ่นคิด พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าจำเป็นต้องชี้แนะเพิ่มเติม จึงตรัสต่อว่า “สุภูติ เราจะบอกสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งแก่เธอ”

พระสุภูติรีบเงยหน้าขึ้นมองพระพุทธเจ้า เตรียมพร้อมรับฟังปัญญาเพิ่มเติม

พระพุทธเจ้าตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “เมื่อนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริงทำความดี เขาไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดเลย โดยเฉพาะเมื่อให้ทาน (การแบ่งปัน) ต้องระวังข้อนี้ให้มาก”

“การให้ทานคืออะไรหรือครับ?” ศิษย์อายุน้อยถามเสียงเบา

ผู้อาวุโสที่นั่งข้างๆ อธิบายว่า “การให้ทาน คือการให้ การช่วยเหลือผู้อื่นไงล่ะ”

พระพุทธเจ้าทรงพยักหน้าและตรัสต่อว่า “เมื่อเราให้ทาน เราไม่ควรยึดติดกับสิ่งที่มองเห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส สัมผัส หรือแม้แต่ความคิดใดๆ”

พระองค์ทรงกวาดสายตามองทุกคน แล้วเน้นย้ำว่า “ผู้ปฏิบัติธรรมควรให้ทานเช่นนี้ ไม่ยึดติดในรูปลักษณ์ลักษณะใดๆ รู้ไหมว่าทำไม?” เหล่าศิษย์ส่ายหน้า รอคำตอบจากพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและตรัสว่า “เพราะว่า หากใครสามารถให้ทานโดยไม่ยึดติดกับสิ่งใด ผลบุญกุศลที่เขาจะได้รับนั้น ยิ่งใหญ่ไพศาลจนไม่สามารถพรรณนาด้วยคำพูดได้เลยทีเดียว”

ในตอนนี้ ศิษย์ผู้มีอายุคนหนึ่งกล่าวอย่างไตร่ตรองว่า “พระพุทธองค์ทรงหมายความว่า เมื่อทำความดี เราไม่ควรหวังผลตอบแทน หรือคิดถึงมันเลยใช่ไหมครับ?”

พระพุทธเจ้าทรงพยักหน้าอย่างลึกซึ้ง “ถูกต้อง สิ่งสำคัญอยู่ที่การกระทำนั้นเอง ไม่ใช่ผลของการกระทำ”

ศิษย์หนุ่มดูสับสนเล็กน้อย “แต่ถ้าไม่สนผลลัพธ์ เราจะรู้ได้ยังไงครับว่าเราทำถูกแล้ว?”

พระพุทธเจ้ามองดูชายหนุ่มด้วยความเมตตา “คำถามที่ดี ประเด็นคือไม่ใช่การเพิกเฉยต่อผลลัพธ์โดยสิ้นเชิง แต่คือการไม่ผูกมัดตัวเองไว้กับผลลัพธ์ เราควรโฟกัสที่ปัจจุบันขณะและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่คิดตลอดเวลาว่าจะได้อะไรตอบแทน”

หลังจากฟังจบ ศิษย์ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิด สวนแห่งนั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว ทุกคนกำลังพยายามทำความเข้าใจปัญญาที่ลึกซึ้งและนำไปปฏิบัติได้จริงนี้

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? อากาศเบื้องตะวันออก จะพึงคำนวณวัดได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าทรงเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเหล่าศิษย์ จึงตัดสินใจใช้การเปรียบเทียบเพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น พระองค์หันไปหาพระสุภูติ แล้วถามอย่างนุ่มนวลว่า “สุภูติ ขอถามหน่อยสิ”

พระสุภูติรีบเงยหน้าขึ้น ตอบด้วยความเคารพว่า “พระเจ้าข้า เชิญถามมาได้เลย”

พระพุทธเจ้าชี้ไปที่ท้องฟ้าทางทิศตะวันออก แล้วถามว่า “เธอคิดว่าท้องฟ้าทางทิศตะวันออกกว้างใหญ่แค่ไหน? เราจะวัดขนาดมันได้ไหม?”

พระสุภูตินิ่งไปชั่วครู่ มองไปรอบๆ ศิษย์คนอื่นๆ ก็เงยหน้ามองท้องฟ้า ทำหน้าครุ่นคิด

ศิษย์หนุ่มกระซิบว่า “โธ่ คำถามยากจัง ท้องฟ้าดูใหญ่โตมากเลยนะ”

เพื่อนข้างๆ พยักหน้า “ใช่ ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดเลย”

พระสุภูติคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ได้ พระเจ้าข้า เราไม่สามารถวัดขนาดของท้องฟ้าทิศตะวันออกได้เลย”

“ดูก่อนสุภูติ อากาศเบื้องทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องบน เบื้องล่าง และทิศเฉียงทั้ง 4 จะพึงคำนวณวัดได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า”

เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของเหล่าศิษย์ พระพุทธเจ้าจึงเปรียบเทียบต่อ พระองค์หันมาหาพระสุภูติอีกครั้ง แล้วถามว่า “สุภูติ แล้วท้องฟ้าทางทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือล่ะ? รวมไปถึงทิศเฉียงทั้งสี่มุม และพื้นที่ด้านบนด้านล่างด้วย เราจะวัดขนาดของพวกมันได้ไหม?”

เมื่อได้ยินคำถามนี้ พระสุภูติและศิษย์คนอื่นๆ ก็อดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไปบนฟ้า แล้วมองลงมาที่พื้น สายตากวาดไปรอบทิศทาง พยายามจินตนาการถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาล

ศิษย์หนุ่มกระซิบกับเพื่อนว่า “โห ลองจินตนาการดูสิว่าทั้งจักรวาลจะกว้างใหญ่แค่ไหน!”

เพื่อนพยักหน้าตอบว่า “ใช่ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุดเลย”

พระสุภูติสูดหายใจลึก แล้วตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่ได้เหมือนกัน พระเจ้าข้า พื้นที่ในทิศทางเหล่านั้นก็วัดไม่ได้เช่นกัน”

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและพยักหน้า ดูพอพระทัยในคำตอบ

ในขณะนั้น ผู้อาวุโสขี้สงสัยอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พระพุทธองค์ทรงต้องการจะสื่ออะไรหรือครับ? ทำไมให้พวกเราคิดถึงพื้นที่อันกว้างใหญ่เหล่านี้?”

พระพุทธเจ้ามองดูผู้อาวุโสด้วยความเมตตา “คำถามที่ดี เรากำลังเข้าใกล้ความจริงไปทีละก้าวแล้ว ลึกลงไปอีกนิด แล้วท่านจะเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของการเปรียบเทียบนี้”

“ดูก่อนสุภูติ กุศลผลบุญของพระโพธิสัตว์ ผู้ไม่ยึดถือในลักษณะแล้วให้ทาน ก็เปรียบปานฉะนี้ คือไม่สามารถจะคำนวณวัดได้ ดูก่อนสุภูติ พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติตามคำสอนนี้เถิด”

พระพุทธเจ้าทรงเห็นแววตาคาดหวังของเหล่าศิษย์ ทรงทราบว่าถึงเวลาที่จะเปิดเผยความหมายที่แท้จริงของการเปรียบเทียบนี้แล้ว ทรงยิ้มและตรัสว่า “สุภูติ จำเรื่องการให้ทาน (การกุศล) ที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้ได้ไหม?”

พระสุภูติและศิษย์คนอื่นๆ พยักหน้า ตั้งใจฟัง

พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมให้ทาน หากเขาไม่ยึดติดกับรูปแบบใดๆ และไม่หวังผลตอบแทนใดๆ กุศลผลบุญที่เขาจะได้รับ ก็จะยิ่งใหญ่ไพศาลจนประเมินค่าไม่ได้ เหมือนกับห้วงอวกาศที่เราเพิ่งพูดถึงกันนั่นแหละ”

เมื่อได้ยินดังนี้ ดวงตาของเหล่าศิษย์ก็เป็นประกาย ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจความจริงอันลึกซึ้งนี้แล้ว

ศิษย์หนุ่มอดไม่ได้ที่จะร้องออกมา “ว้าว! หมายความว่าการทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์ จะนำมาซึ่งกุศลผลบุญมหาศาลสินะครับ?”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าอย่างอ่อนโยน “ถูกต้อง ดั่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ กุศลจากการทำดีด้วยใจบริสุทธิ์ ก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะพรรณนาด้วยถ้อยคำ”

ตอนนั้น พระสุภูติถามด้วยความสับสนว่า “พระองค์ผู้เจริญ แล้วเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรดีครับ? นี่ดูเหมือนจะเป็นระดับที่สูงส่งมาก”

พระพุทธเจ้าตอบอย่างนุ่มนวลว่า “สุภูติ ผู้ปฏิบัติธรรมเพียงแค่ใช้ชีวิตตามที่เราสอน ไม่ต้องพยายามไขว่คว้าอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ตั้งใจปฏิบัติและรักษาใจให้บริสุทธิ์ ก็จะเข้าถึงสภาวะนั้นได้เองตามธรรมชาติ”

เมื่อฟังจบ ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิด บางคนดูเหมือนเพิ่งตื่นรู้ บางคนยังพยายามทำความเข้าใจความจริงอันลึกซึ้ง

ผู้อาวุโสถอนหายใจด้วยความตื้นตัน “พระพุทธองค์ คำสอนของพระองค์ช่างวิเศษนัก กุญแจสำคัญของการทำดี ไม่ได้อยู่ที่การกระทำ แต่อยู่ที่เจตนาของใจเรานี่เอง”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “ใช่แล้ว สิ่งสำคัญคือการรักษาใจให้บริสุทธิ์และปราศจากความยึดติด เช่นนี้แล้ว ทุกการกระทำของเรา จะกลายเป็นการทำความดีที่ยิ่งใหญ่มหาศาล”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? จะพึงเห็นพระตถาคตโดยรูปลักษณะได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า จะเห็นพระตถาคตโดยรูปลักษณะไม่ได้ เพราะเหตุไร? เพราะรูปลักษณะที่พระตถาคตตรัสนั้น มิใช่รูปลักษณะที่แท้จริง”

พระพุทธเจ้าทรงเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเหล่าศิษย์ จึงตัดสินใจถามคำถามลึกซึ้งอีกข้อหนึ่ง พระองค์หันไปหาพระสุภูติ แล้วถามอย่างนุ่มนวลว่า “สุภูติ ขอถามอีกข้อนะ เธอคิดว่าเราสามารถรู้จักตถาคตที่แท้จริงได้จากรูปลักษณ์ภายนอกไหม?”

พระสุภูตินิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ศิษย์คนอื่นๆ ก็เงี่ยหูรอฟังคำตอบด้วยความอยากรูอยากเห็น

ศิษย์หนุ่มกระซิบถามรุ่นพี่ข้างๆ ว่า “คำถามแปลกจัง เราก็เห็นพระองค์อยู่ทุกวันนี่นา”

รุ่นพี่กระซิบตอบว่า “ชู่ว ฟังคำตอบของท่านสุภูติก่อน”

พระสุภูติคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ได้ พระเจ้าข้า เราไม่สามารถรู้จักพระองค์ที่แท้จริงได้จากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว”

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและพยักหน้า ดูพอพระทัย พระองค์ถามต่อว่า “ทำไมล่ะ?”

พระสุภูติอธิบายว่า “เพราะพระองค์เคยสอนไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่ารูปลักษณ์ภายนอกนั้น ไม่ใชิตัวตนที่แท้จริง ลักษณะทางกายภาพที่พระองค์ตรัสถึง แท้จริงแล้วไม่ใช่ลักษณะที่แท้จริงครับ”

เมื่อได้ยินดังนี้ ศิษย์ทุกคนต่างทำหน้างง

ศิษย์ขี้สงสัยอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พระพุทธองค์ครับ หมายความว่ายังไงครับ? ผมเห็นพระองค์อยู่ทุกวัน แต่นี่ไม่ใช่พระองค์จริงๆ งั้นเหรอ?”

พระพุทธเจ้ามองศิษย์ผู้นั้นด้วยความเมตตา “คำถามที่ดี ให้เราอธิบายนะ รูปลักษณ์ที่เราเห็น เป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น ตัวตนที่แท้จริง หรือแก่นแท้ของใครสักคน ไม่สามารถรู้ได้จากการมองแค่ภายนอกหรอก”

พระองค์ทรงกวาดสายตามองทุกคน แล้วตรัสต่อว่า “เหมือนกับหนังสือนั่นแหละ เราไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือได้เพียงแค่ดูหน้าปก ฉันใดก็ฉันนั้น การมองแค่รูปลักษณ์ภายนอกของเรา ก็ไม่สามารถทำให้เข้าใจปัญญาและคำสอนของเราได้”

ฟังจบ ศิษย์ทุกคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิด บางคนพยักหน้าเข้าใจ บางคนยังพยายามย่อยความจริงอันลึกซึ้งนี้

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและตรัสว่า “จำไว้นะ สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แต่อยู่ที่ปัญญาและความเมตตาภายในจิตใจต่างหาก นี่คือตัวตนที่แท้จริง และเป็นสิ่งที่พวกเธอทุกคนควรแสวงหา”

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “ลักษณะทั้งปวงล้วนเป็นมายา หากเห็นลักษณะทั้งปวงว่าไม่ใช่ลักษณะ ก็ย่อมเห็นตถาคต”

พระพุทธเจ้าทรงเห็นเหล่าศิษย์กำลังเข้าภวังค์ความคิด ทรงทราบว่าถึงเวลาที่จะเปิดเผยความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงตรัสกับพระสุภูติอย่างอ่อนโยนว่า “สุภูติ เราจะบอกความจริงที่สำคัญมากข้อหนึ่งแก่เธอ”

พระสุภูติและศิษย์คนอื่นๆ ต่างเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

พระพุทธเจ้าตรัสช้าๆ ว่า “ภาพลักษณ์ทั้งหมดที่เราเห็นด้วยตา แท้จริงแล้วเป็นเพียงมายาภาพ ไม่ใช่ความจริงแท้”

เมื่อได้ยินดังนี้ ศิษย์ทุกคนต่างทำหน้าตกใจ

ศิษย์หนุ่มเผลอกระซิบออกมาว่า “หา? ของที่เราเห็นอยู่ไม่ใช่ของจริงเหรอ?”

ผู้อาวุโสข้างๆ กระซิบว่า “ใจเย็นๆ ฟังคำสอนของพระองค์ให้จบค่อยว่ากัน”

พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “แต่หากเธอสามารถมองทะลุรูปลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ และเข้าใจว่าพวกมันไม่ใช่ความจริงแท้ เธอก็จะสามารถเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้”

ฟังจบ ศิษย์ทุกคนต่างจมดิ่งสู่ห้วงความคิด บางคนขมวดคิ้ว พยายามทำความเข้าใจความจริงอันลึกซึ้งนี้

ทันใดนั้น ศิษย์เอกคนหนึ่งก็ตระหนักรู้บางอย่าง และทูลว่า “พระพุทธองค์ทรงหมายความว่า ให้พวกเราอย่าหลงไปกับปรากฏการณ์ผิวเผิน แต่ให้มองดูลึกถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ ใช่ไหมครับ?”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “ถูกต้อง เรามักจะหลงไปกับภาพมายาตรงหน้า จนลืมที่จะค้นหาความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้น”

ศิษย์หนุ่มยังคงสับสนเล็กน้อย “แต่พระพุทธองค์ครับ ถ้าสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ของจริง แล้วอะไรคือของจริงล่ะครับ?”

พระพุทธเจ้ามองดูชายหนุ่มด้วยความเมตตา “คำถามที่ดี ความจริงดำรงอยู่ในใจของเรา ในปัญญาและความเมตตา เมื่อเธอสามารถก้าวข้ามรูปลักษณ์ภายนอก และมองเห็นแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ ได้ เมื่อนั้นเธอจะเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเรา หรือก็คือสัจธรรมของจักรวาล”

ท่านพระสุภูติกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า: “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะมีสรรพสัตว์ใด เมื่อได้ฟังคำสอนและบทแห่งธรรมอย่างนี้แล้ว จะเกิดศรัทธาที่แท้จริงได้หรือหนอ?”

หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสคำสอนอันลึกซึ้งจบลง พระสุภูติมองเห็นสีหน้าครุ่นคิดของศิษย์รอบข้าง ก็เกิดความสงสัยขึ้นมา จึงทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์มีคำถามพระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าเงียบๆ เป็นสัญญาณให้ถามต่อ

พระสุภูติสูดหายใจลึกแล้วทูลว่า “พระพุทธองค์ ความจริงที่พระองค์เพิ่งตรัสมานั้นช่างลึกซึ้งนัก ข้าพระองค์อดสงสัยไม่ได้ว่า จะมีใครที่ได้ฟังคำสอนนี้แล้วจะเชื่อและเข้าใจอย่างแท้จริงได้หรือ?”

เมื่อได้ยินคำถามนี้ ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเงี่ยหูฟัง บางคนเริ่มซุบซิบปรึกษากัน

ศิษย์หนุ่มกระซิบกับเพื่อนว่า “ถามได้ดี ขนาดฉันเองยังรู้สึกว่าเข้าใจยากเลย”

เพื่อนพยักหน้าตอบรับ “ใช่ ฉันก็ไม่แน่ใจว่านอกจากพวกเราที่ติดตามพระองค์แล้ว จะมีใครเข้าใจความจริงลึกซึ้งขนาดนี้ได้อีกไหม”

ศิษย์อาวุโสกล่าวอย่างไตร่ตรองว่า “เป็นคำถามที่ดีจริงๆ เพราะการจะเข้าใจสัจธรรมได้ ต้องอาศัยทั้งปัญญาและความอดทนอย่างมาก”

พระพุทธเจ้ามองดูพระสุภูติและศิษย์คนอื่นๆ ด้วยความเมตตา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทรงดูยินดีอย่างยิ่งที่เห็นพวกเขาพยายามค้นหาและขบคิดถึงความจริง

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “อย่ากล่าวอย่างนั้น! แม้เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว 500 ปี หากมีผู้ถือกำหนดรักษาศีล บำเพ็ญกุศล… สรรพสัตว์เหล่านั้น ไม่มีความยึดมั่นในตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวะอีกต่อไป…”

หลังจากฟังคำถามของพระสุภูติ พระพุทธเจ้าทรงยิ้มด้วยความเมตตา ตรัสอย่างนุ่มนวลว่า “สุภูติ เธออย่าคิดเช่นนั้นเลย เราจะบอกอะไรให้นะ”

ศิษย์ทุกคนต่างเงี่ยหูฟังอย่างกระตือรือร้น

พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “หลังจากเราจากไปนานแสนนาน ประมาณ 500 ปี ก็จะยังมีผู้คนอยู่กลุ่มหนึ่ง แม้พวกเขาจะไม่เคยเห็นเราด้วยตาเนื้อ แต่พวกเขารักษาศีลและทำความดี เมื่อพวกเขาได้ยินหลักธรรมที่เรากำลังถกเถียงกันนี้ พวกเขาจะเชื่ออย่างสุดหัวใจ และถือว่าเป็นความจริง”

เมื่อได้ยินดังนี้ ศิษย์ทุกคนต่างทำหน้าประหลาดใจ

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า “รู้ไหม คนพวกนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มศึกษาธรรมะนะ พวกเขาได้ติดตามพระพุทธเจ้ามานับพันองค์ในอดีตชาติ และได้สั่งสมบุญกุศลไว้มากมาย เมื่อได้ฟังคำสอนเหล่านี้ เพียงแค่ชั่วขณะจิตเดียวที่พวกเขาเกิดศรัทธาอันบริสุทธิ์ พวกเขาก็จะได้รับบุญกุศลที่ไม่อาจจินตนาการได้”

ศิษย์หนุ่มอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พระพุทธองค์ครับ ทำไมพวกเขาถึงได้รับบุญกุศลมากมายขนาดนั้นล่ะครับ?”

พระพุทธเจ้ามองเขาด้วยความเมตตาและอธิบายว่า “เพราะว่าพวกเขาได้ขจัดความยึดติดในแนวคิดเรื่อง ‘ตัวเรา’, ‘ผู้อื่น’, ‘สรรพสัตว์’ และ ‘ช่วงอายุขัย’ ไปจนหมดสิ้นแล้ว พวกเขาไม่ยึดติดกับสิ่งที่มีรูปร่าง และไม่ยึดติดกับสิ่งที่ไม่มีรูปร่างอีกต่อไป”

เมื่อเห็นเหล่าศิษย์เริ่มเข้าใจ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขยายความว่า “หากผู้ปฏิบัติธรรมยังคงยึดติดกับแนวคิดเหล่านี้ในใจ เขาก็ยังไม่ได้เข้าใจธรรมะอย่างแท้จริง การยึดติด ไม่ว่ากับสิ่งที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ ล้วนทำให้ผู้คนสับสนทั้งสิ้น”

พระองค์ทรงกวาดสายตามองทุกคน แล้วตรัสว่า “ดังนั้น เราจึงมักพูดเสมอว่า เหมือนกับการใช้แพข้ามแม่น้ำ แม้แต่ธรรมะที่ถูกต้องก็ไม่ควรยึดติด จะป่วยกล่าวไปไยกับธรรมะที่ผิด เมื่อข้ามไปถึงฝั่งแล้ว ก็ควรทิ้งแพไว้ ไม่ใช่แบกมันเดินทางต่อไป”

ฟังจบ ศิษย์ทุกคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิด บางคนพยักหน้าเข้าใจ บางคนยังพยายามย่อยความจริงอันลึกซึ้งนี้

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วถอนหายใจ “พระพุทธองค์ คำสอนของท่านช่างลึกซึ้งเหลือเกิน ดูเหมือนพวกเราต้องเรียนรู้และขบคิดกันต่อไปอีกมาก”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “ถูกต้อง การเรียนรู้และคิดไตร่ตรองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่จำไว้นะ สิ่งสำคัญไม่ใช่การท่องจำ แต่คือการเข้าใจและนำไปปฏิบัติจริงต่างหาก”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? พระตถาคตได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณกระนั้นหรือ? พระตถาคตได้แสดงธรรมกระนั้นหรือ?” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “ตามที่ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสนั้น… ธรรมที่พระตถาคตตรัสนั้น ย่อมถือเอาไม่ได้ กล่าวไม่ได้… เพราะพระอริยบุคคลทั้งปวง ล้วนอาศัยอสังขตธรรม จึงมีความแตกต่างกัน”

พระพุทธเจ้ามองเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเหล่าศิษย์ และตัดสินใจถามคำถามลึกซึ้งอีกข้อ พระองค์หันมาหาพระสุภูติ แล้วถามอย่างนุ่มนวลว่า “สุภูติ เธอคิดว่าไง? เราได้บรรลุ ‘ปัญญาสูงสุด’ จริงๆ หรือ? เราได้สอนธรรมะที่ตายตัวบางอย่างไปหรือเปล่า?”

ได้ยินคำถามนี้ เหล่าศิษย์ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หันมองหน้ากัน ไม่รู้จะตอบอย่างไร

พระสุภูติคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบด้วยความเคารพว่า “พระพุทธองค์ ตามคำสอนของท่าน แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัญญาสูงสุด’ ที่ตายตัว เช่นเดียวกับที่ท่านไม่เคยสอนธรรมะที่ตายตัวใดๆ เลย”

พระสุภูติตรัสต่อว่า “ทำไมข้าพระองค์ถึงพูดอย่างนั้น? เพราะธรรมะที่ท่านสอนนั้น เป็นสิ่งที่ยึดติดไม่ได้ ไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายได้ทั้งหมด ไม่ใช่ธรรมที่มีรูปร่าง และก็ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลย”

พระสุภูติอธิบายเพิ่มเติมว่า “เหล่าปราชญ์และผู้รู้แจ้งทั้งหลายมีความแตกต่างกัน ก็เพราะพวกท่านล้วนเข้าใจความจริงข้อนี้ นั่นคือ ปัญญาที่แท้จริงนั้นอยู่เหนือแนวคิดและรูปแบบทั้งปวง”

ฟังจบ พระพุทธเจ้าทรงยิ้มด้วยความพึงพอใจ ทรงมองดูเหล่าศิษย์รอบข้างแล้วตรัสว่า “สุภูติเข้าใจได้ดีมาก สิ่งสำคัญคือไม่ใช่การยึดติดกับความรู้หรือคำสอนที่ตายตัว แต่คือการเข้าใจว่าความจริงนั้นยืดหยุ่น และอยู่เหนือภาษาและแนวคิด”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? หากมีบุคคลนำแก้ว 7 ประการมาถวายเป็นทานจนเต็มพื้นที่แห่งมหาตรีสหัสสโลกธาตุ… กุศลผลบุญนี้ย่อมประเสริฐยิ่งกว่าผู้นั้น”

พระพุทธเจ้าถามพระสุภูติอย่างนุ่มนวลว่า “สุภูติ ขอถามหน่อย ถ้ามีคนใช้สมบัติมากมายมหาศาลขนาดถมเต็มโลกได้ มาทำความดี เธอคิดว่าเขาจะได้บุญเยอะไหม?”

พระสุภูติคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “พระเจ้าข้า บุญมหาศาลเลยทีเดียว!”

แต่แล้วท่านก็รีบเสริมว่า “แต่บุญพวกนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่ของที่คงอยู่ถาวร เป็นเพราะมันไม่ถาวรนี่แหละ ท่านถึงเรียกว่า ‘มาก’”

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและพยักหน้า ตรัสว่า “งั้นถ้ามีใครสักคนเข้าใจคำสอนในคัมภีร์นี้ แล้วเอาไปอธิบายให้คนอื่นฟังได้ แม้จะเป็นแค่ประโยคสั้นๆ 4 ประโยค บุญที่เขาได้ จะมากกว่าคนที่บริจาคสมบัติมหาศาลนั้นเสียอีก”

ได้ยินแบบนี้ ศิษย์ทุกคนต่างทำหน้าตกใจ

ศิษย์หนุ่มอดถามไม่ได้ “พระพุทธองค์ครับ ทำไมล่ะครับ? ฟังดูเหลือเชื่อจัง”

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายอย่างใจดี “เพราะว่านะ สุภูติ ปัญญาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายและความจริงสูงสุด ล้วนมาจากคำสอนนี้ แต่จำไว้นะ เมื่อเราพูดถึง ‘พุทธธรรม’ มันก็ไม่ใช่ของตายตัวเหมือนกัน”

ผู้อาวุโสถอนหายใจ “พระพุทธองค์ ท่านหมายความว่า การเข้าใจและเผยแผ่ปัญญา มีค่ามากกว่าการให้ทานด้วยวัตถุสิ่งของล้วนๆ ใช่ไหมครับ?”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “ใช่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องจำไว้ว่า อย่าไปยึดติดกับคำว่า ‘พุทธธรรม’ หรือแนวคิดตายตัวใดๆ ปัญญาที่แท้จริงนั้นยืดหยุ่นและอยู่เหนือแนวคิดทั้งปวง”

“ดูก่อนสุภูติ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ปรมาณู (ฝุ่นละออง) ทั้งหลายในมหาตรีสหัสสโลกธาตุ มีจำนวนมากหรือไม่?” ท่านพระสุภูติกราบทูลว่า “มาก พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าทรงมองดูเหล่าศิษย์ และตัดสินใจใช้การเปรียบเทียบอีกอย่าง ทรงถามว่า “สุภูติ ลองคิดดูสิ ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่เต็มจักรวาลเนี่ย มีเยอะไหม?”

พระสุภูติตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า “เยอะมหาศาลเลย พระเจ้าข้า!”

พระพุทธเจ้าพยักหน้า เหล่าศิษย์มองดูฝุ่นละอองที่ลอยอยู่รอบๆ ลองจินตนาการถึงปริมาณฝุ่นทั้งโลก แล้วก็พูดไม่ออก

“ดูก่อนสุภูติ ปรมาณูทั้งหลาย ตถาคตกล่าวว่ามิใช่ปรมาณู จึงชื่อว่าปรมาณู… จะพึงเห็นพระตถาคตโดยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการได้หรือไม่?” “ไม่ได้ พระเจ้าข้า…”

พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “เราเรียกฝุ่นพวกนี้ว่า ‘ฝุ่น’ แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีตัวตนที่ถาวร มันแค่รวมตัวกันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เหมือนกับที่เราเรียก ‘โลก’ มันก็ไม่ใช่ของที่อยู่ยั้งยืนยง เป็นแค่ชื่อที่เราตั้งให้มันเฉยๆ”

เหล่าศิษย์พยักหน้าอย่างครุ่นคิด จากคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเขาเริ่มตระหนักว่า ไม่ใช่แค่ฝุ่นผงเล็กๆ แม้แต่โลกที่ยิ่งใหญ่ โดยเนื้อแท้แล้วก็ว่างเปล่าและไม่เที่ยง

พระพุทธเจ้าถามต่ออีกว่า “สุภูติ งั้นเธอคิดว่า เราจะรู้จักพระพุทธเจ้าตัวจริง ได้จากลักษณะภายนอกอันงดงาม 32 ประการไหม?”

พระสุภูติตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ได้ พระเจ้าข้า ภายนอกอย่างเดียว บอกไม่ได้ว่าใครคือพระพุทธเจ้า”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าเห็นด้วย “ทำไมล่ะ?”

พระสุภูติอธิบาย “เพราะอย่างที่ท่านเคยสอนไว้ ลักษณะ 32 ประการนี้ เป็นแค่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ใช่แก่นแท้ของพระพุทธเจ้า เป็นแค่ชื่อเรียกเท่านั้นครับ”

ศิษย์หนุ่มกระซิบ “เข้าใจละ เหมือนกับที่เราตัดสินนิสัยคนจากเสื้อผ้าไม่ได้นั่นแหละ”

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มและตรัสว่า “ถูกต้อง พระพุทธเจ้าที่แท้จริง คือผู้รู้แจ้งที่ก้าวข้ามรูปลักษณ์และรูปแบบทั้งปวง เราต้องสัมผัสด้วยใจ ไม่ใช่ยึดติดกับสิ่งที่ตาเห็น”

ครั้งนั้นแล ท่านพระสุภูติ ได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว เข้าใจซึ้งถึงแก่นธรรม น้ำตาไหลอาบหน้า กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “น่าอัศจรรย์จริง พระเจ้าข้า พระตถาคตเจ้าทรงแสดงพระสูตรอันลึกซึ้งยิ่งนัก…

ในขณะนั้น พระสุภูติรู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของพระสูตรนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง จนน้ำตาไหลออกมาด้วยความตื้นตัน

ท่านเช็ดน้ำตาและกล่าวกับพระพุทธเจ้าด้วยเสียงสะอื้นว่า “ยอดเยี่ยมเหลือเกิน พระเจ้าข้า! พระสูตรที่ท่านตรัสมานั้น ช่างลึกซึ้งและมีค่าจริงๆ ข้าพระองค์ติดตามท่านมานาน จนดวงตาเห็นธรรมแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ฟังคำสอนที่ลึกซึ้งขนาดนี้มาก่อนเลย”

พระสุภูติมองไปรอบๆ แล้วกล่าวต่อว่า “ถ้ามีใครได้ฟังพระสูตรนี้ แล้วเกิดศรัทธาที่บริสุทธิ์ จนสามารถเข้าถึงความจริงของชีวิต (สัจจลักษณะ) ได้ คนคนนั้นต้องได้บุญกุศลที่หายากที่สุดในโลกแน่ๆ”

ท่านอธิบายอีกครั้งว่า “สิ่งที่เรียกว่า ‘ความจริงของชีวิต’ (สัจจลักษณะ) นั้น จริงๆ แล้วมันอยู่เหนือภาพหรือแนวคิดใดๆ ท่านถึงได้เรียกมันว่า ‘สัจจลักษณะ’ สินะครับ”

พระสุภูติกล่าวด้วยความรักว่า “พระเจ้าข้า สำหรับข้าพระองค์ในตอนนี้ การเข้าใจและยอมรับพระสูตรนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าในอีก 500 ปีข้างหน้า ในยุคที่ธรรมะเสื่อมถอย ยังมีคนที่ได้ฟังพระสูตรนี้ แล้วเชื่อได้อย่างสุดหัวใจ คนคนนั้นคือปาฏิหาริย์ในหมู่ปาฏิหาริย์เลยครับ!”

พระพุทธเจ้าทรงมองพระสุภูติที่กำลังตื่นเต้นด้วยความเมตตา ทรงรับฟังอย่างเงียบๆ

พระสุภูติกล่าวต่อว่า “ทำไมข้าพระองค์ถึงพูดอย่างนั้น? เพราะคนแบบนั้น ต้องก้าวข้ามความยึดติดใน ‘ตัวกู ของกู’, ‘คนอื่น’, ‘สัตว์โลก’ และ ‘ชีวิต’ ไปแล้วแน่ๆ เขาเข้าใจว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ลักษณะ’ นั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นภาพมายา และเพราะเขาละทิ้งความยึดติดในลักษณะทั้งปวงได้ เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง”

เหล่าศิษย์ที่อยู่ข้างๆ เห็นท่านสุภูติผู้อาวุโสตื่นเต้นขนาดนี้ ก็ได้รับอิทธิพลไปด้วย พวกเขาเริ่มตระหนักว่า คำสอนที่ได้ฟังในวันนี้ อาจเป็นคำสอนที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสุภูติว่า: “อย่างนั้น อย่างนั้น หากมีบุคคลใด ได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว ไม่ตื่นตระหนก ไม่หวาดหวั่น และไม่กลัว พึงทราบเถิดว่า บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่หาได้ยากยิ่ง…

พระพุทธเจ้ามองพระสุภูติอย่างอ่อนโยน พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ที่เธอพูดมาถูกต้องเลย หากมีใครได้ฟังคำสอนที่ลึกซึ้งขนาดนี้แล้ว ไม่ตกใจ ไม่กลัว ไม่หวั่นไหว คนคนนั้นหายากจริงๆ”

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อ “ทำไมล่ะ? เพราะนี่ต้องใช้ความกล้าหาญและปัญญาอย่างมาก เช่น ‘บารมีข้อแรก’ (ทานบารมี) ที่เราพูดถึงกัน จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ของตายตัว เป็นแค่ชื่อที่เราเรียกกันเท่านั้น”

พระพุทธเจ้าทรงหยุดเหมือนระลึกความหลัง “ยกตัวอย่าง ‘ขันติบารมี’ (ความอดทน) นะ นานมาแล้ว ตอนที่เราบำเพ็ญเพียร ร่างกายของเราถูกพระเจ้ากลิราชาผู้โหดร้าย ตัดออกเป็นชิ้นๆ”

เมื่อได้ยินดังนี้ เหล่าศิษย์ต่างอุทานด้วยความตกใจ ทำหน้าเหมือนทนฟังไม่ได้

พระพุทธเจ้าตรัสต่ออย่างใจเย็น “แต่ตอนนั้น ในใจของเราไม่มีความแค้นเลย เพราะอะไร? เพราะเราไม่ยึดติดกับแนวคิดเรื่อง ‘ตัวเรา’ หรือ ‘คนอื่น’ อีกแล้ว ถ้าตอนนั้นเรายังยึดติดว่าร่างกายเป็นของฉัน เราคงโกรธจัดไปแล้ว”

พระพุทธเจ้าทรงเสริมว่า “เมื่อเราเป็นขันติวาทีดาบสใน 500 ชาติก่อน เราก็ฝึกฝนแบบนี้ เพราะไม่มีความยึดติด จึงบรรลุความอดทนที่แท้จริงได้”

ทรงมองศิษย์ทุกคน แล้วสอนอย่างเคร่งขรึมว่า “ดังนั้น หากผู้ปฏิบัติธรรมต้องการแสวงหาการตรัสรู้สูงสุด ต้องละทิ้งความยึดติดในลักษณะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สวยงาม น่ารื่นรมย์ หรือแนวคิดใดๆ อย่าปล่อยให้ใจไปเกาะเกี่ยว ต้องฝึกใจให้ ‘ไม่ตั้งอยู่ในที่ใด’ (ไม่ยึดติด)”

ศิษย์หนุ่มถามอย่างงุนงง “ใจที่ ‘ไม่ตั้งอยู่ในที่ใด’ คืออะไรครับ?”

พระพุทธเจ้าทรงอธิบาย “คือความไม่ยึดติดไงล่ะ เมื่อใจยึดติด ก็จะสูญเสียอิสรภาพ เพราะงั้นเราถึงบอกว่า เวลาทำบุญ อย่าไปยึดติดกับรูปแบบใดๆ”

“ดูก่อนสุภูติ หากมีกุลบุตรหรือกุลธิดา สละร่างกายเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา เพื่อเป็นทานในเวลาเช้า…”

พระพุทธเจ้าทรงใช้การเปรียบเทียบที่น่าตกใจอีกครั้ง ทรงมองพระสุภูติแล้วตรัสว่า “สุภูติ ลองจินตนาการดู สมมติมีคนศรัทธาแรงกล้ามาก เขาเสียสละชีวิตเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาในตอนเช้า ตอนกลางวันก็ทำอีก ตอนเย็นก็ทำอีก”

เหล่าศิษย์เบิกตากว้าง จินตนาการไม่ออกเลยว่าต้องเสียสละขนาดไหน

พระพุทธเจ้าตรัสต่อ “และเขาทำแบบนี้ต่อเนื่องยาวนานนับกัปนับกัลป์ไม่ถ้วน ลองคิดดูสิ บุญกุศลขนาดนั้นจะมหาศาลแค่ไหน?”

พระสุภูติและเหล่าศิษย์พยักหน้ากันรัวๆ นี่มันบุญมหาศาลเกินจินตนาการ

พระพุทธเจ้าเปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงเคร่งขรึมเป็นพิเศษ “แต่ทว่า! หากมีอีกคนหนึ่ง เพียงแค่ได้ฟังพระสูตรนี้ แล้วเชื่ออย่างลึกซึ้งโดยไม่สงสัยไม่ต่อต้าน บุญที่คนนี้ได้ ยังมากกว่าคนที่เสียสละชีวิตนับไม่ถ้วนคนนั้นเสียอีกล่ะ!”

ผู้ฟังเงียบกริบไปในพริบตา ทุกคนตื่นตะลึงกับความแตกต่างอันมหาศาลนี้

พระพุทธเจ้าทรงเสริมว่า “แค่ศรัทธาก็ได้บุญขนาดนี้แล้ว แล้วคนเขียนคัดลอก ยอมรับ พกติดตัว อ่าน ท่องจำ หรือแม้แต่เอาไปอธิบายให้คนอื่นฟังล่ะ? บุญกุศลของพวกเขาจะนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว!”

ศิษย์หนุ่มตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น กระซิบกับเพื่อนว่า “โอ้พระเจ้า ช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้ฟังพระสูตรนี้!”

เพื่อนเองก็น้ำตาซึม “ใช่ นี่มันสมบัติล้ำค่ายิ่งกว่าชีวิตเสียอีก”

“ดูก่อนสุภูติ กล่าวโดยย่อ พระสูตรนี้มีกุศลผลบุญอันคิดไม่ได้ ชั่งไม่ได้ และไม่มีที่สิ้นสุด ตถาคตแสดงไว้เพื่อผู้ที่ปรารถนาในมหายาน…”

พระพุทธเจ้าทรงสรุป “สั้นๆนะ พระสูตรนี้บรรจุบุญกุศลที่เหลือเชื่อ วัดไม่ได้ และไม่มีที่สิ้นสุด มันถูกสอนไว้เพื่อคนที่ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ และแสวงหาปัญญาสูงสุด”

ทรงมองศิษย์ทุกคนด้วยความเมตตา “หากใครสามารถอ่านและเผยแผ่พระสูตรนี้ได้ เราจะใช้ปัญญาแห่งพุทธะรับรู้และมองเห็นเขาอย่างหมดจด คนเช่นนี้จะประสบความสำเร็จด้วยกุศลที่ประเมินค่าไม่ได้ พวกเขากำลังแบกรับภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าในการช่วยเหลือสรรพสัตว์อยู่จริงๆ”

พระพุทธเจ้าทรงอธิบาย “ทำไมเราถึงพูดแบบนั้น? เพราะคนที่สนใจแต่คำสอนเล็กๆ น้อยๆ และใจแคบ ยังคงยึดติดกับแนวคิดเรื่อง ‘ตัวกู’ หรือ ‘ผู้คน’ พวกเขาจะไม่มีทางเข้าใจ ยอมรับ หรือแม้แต่อธิบายคัมภีร์ที่ลึกซึ้งนี้ได้เลย”

ผู้อาวุโสถอนหายใจ “การจะยอมรับพระสูตรนี้ได้หรือไม่ มันคือบททดสอบจิตใจและปัญญาของพวกเราสินะ”

“ดูก่อนสุภูติ ประการหนึ่ง หากกุลบุตรหรือกุลธิดา ผู้รับถือและท่องบ่นพระสูตรนี้ ถูกคนอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม…”

พระพุทธเจ้าเห็นว่ายังมีข้อสงสัยในหมู่ศิษย์ จึงตรัสต่อว่า “อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าคนดีๆ ท่องบ่นพระสูตรนี้ แต่กลับถูกคนอื่นดูถูกเหยียดหยาม อย่าได้เสียใจไป”

ศิษย์หนุ่มที่มักถูกเข้าใจผิด เงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวัง

พระพุทธเจ้าทรงปลอบโยน “จริงๆ แล้วนี่เป็นเรื่องดีนะ คนคนนี้ควรจะต้องตกนรกรับกรรมหนักจากชาติปางก่อน แต่เพราะการอดทนต่อการดูถูกของคนในชาตินี้ กรรมหนักเหล่านั้นจึงถูกลบล้างไป! และเขาจะได้บรรลุการตรัสรู้สูงสุดด้วยเหตุนี้”

ได้ยินแบบนี้ ศิษย์หนุ่มถึงกับปล่อยโฮ ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของความทุกข์ และความขุ่นมัวในใจก็เปลี่ยนเป็นความซาบซึ้งในพริบตา

พี่น้องรอบข้างต่างส่งสายตาให้กำลังใจ ทุกคนเข้าใจแล้วว่า ความยากลำบากในเส้นทางการปฏิบัติธรรม แท้จริงแล้วเป็นเงื่อนไขที่ช่วยสลายกรรมและนำไปสู่การเป็นพระพุทธเจ้า

“ดูก่อนสุภูติ หากมีกุลบุตรหรือกุลธิดา… รับเอาพระสูตรนี้ไปปฏิบัติ… หากเราจะบอกถึงกุศลผลบุญทั้งหมด… บางคนอาจจะคลั่ง หรือไม่เชื่อเลย…”

สุดท้าย พระพุทธเจ้ามองเหล่าศิษย์แล้วตรัสอย่างมีความหมาย “หากเราอธิบายอานิสงส์ทั้งหมดของการถือพระสูตรนี้ บางคนฟังแล้วอาจจะเสียสติ หรือไม่เชื่อเลยก็ได้”

ทรงสรุปอย่างเคร่งขรึมว่า “สุภูติ พึงรู้ไว้เถิด ความหมายของพระสูตรนี้ลึกซึ้งและน่าอัศจรรย์ และผลตอบแทนที่ได้รับก็น่าอัศจรรย์เช่นกัน”

เมื่อจบส่วนนี้ พระพุทธเจ้าทรงมองทุกคนเงียบๆ รอให้คำสอนที่ดังกึกก้องอยู่ในใจเหล่านี้ ค่อยๆ ซึมซับลงไปในใจของเหล่าศิษย์ บรรยากาศในพระวิหารเชตวันเต็มไปด้วยความขลังและศักดิ์สิทธิ์

“ดูก่อนสุภูติ หากมีบุคคลใด สามารถรับถือ ท่องบ่น และประกาศแสดงแก่ผู้อื่น… สรรพสิ่งทั้งปวง เปรียบเหมือนความฝัน ภาพมายา ฟองสบู่ เงา…”

สุดท้าย พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำถึงอานิสงส์ของพระสูตรนี้อีกครั้ง และประทานคาถา 4 บาท (โศลก 4 ประโยค) อันโด่งดัง เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

สายพระเนตรของพระพุทธเจ้ากวาดผ่านศิษย์ในหอประชุมอีกครั้ง และมาหยุดที่พระสุภูติ พระสุรเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ตรัสสอนคำสอนอันลึกซึ้งต่อไป “สุภูติ ฟังให้ดีนะ” เมื่อพระพุทธเจ้าตรัส พระสุภูติก็จ้องมองพระองค์เขม็ง

พระพุทธเจ้าตรัสต่อ “สมมติว่ามีใครสักคนใช้สมบัติมากมายจนเต็มจักรวาลเพื่อทำบุญ แต่ถ้ากุลบุตรกุลธิดาตั้งจิตปรารถนาโพธิญาณ (ใจที่แสวงหาการตื่นรู้) ยอมรับ พกพา ท่องจำ และอธิบายพระสูตรนี้ให้คนอื่นฟัง แม้เพียงแค่คาถา 4 บาท ก็ตาม บุญของคนคนนี้ ย่อมมากกว่าคนแรกมากมายนัก”

เมื่อได้ยินดังนี้ ศิษย์ในหอประชุมก็อดไม่ได้ที่จะทำหน้าประหลาดใจ พระหนุ่มกระซิบถามรุ่นพี่ข้างๆ ว่า “ทำไมแค่อ่านและอธิบายคัมภีร์ไม่กี่ประโยค ถึงได้บุญมากกว่าการบริจาคสมบัติมหาศาลขนาดนั้นล่ะครับ?”

รุ่นพี่ผู้มากประสบการณ์อธิบายเบาๆ ว่า “นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแก่นแท้ของพุทธศาสนา ต้องใช้ความคิดที่ลึกซึ้งถึงจะเข้าใจนะ”

พระสุภูติสูดหายใจลึก ทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพว่า “พระเจ้าข้า คำสอนของท่านชวนให้คิดจริงๆ ช่วยสอนพวกเราหน่อยเถิดครับ ว่าเราจะอธิบายพระสูตรนี้ให้คนอื่นฟังได้อย่างไร?”

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มอย่างอ่อนโยนและตอบว่า “ดีมาก สุภูติ! เมื่ออธิบายพระสูตรนี้ อย่าไปยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอกใดๆ และจงทำใจให้มั่นคงไม่หวั่นไหวเหมือน ‘ตถตา’ (ความเป็นเช่นนั้นเอง) ทำไมล่ะ? เพราะปรากฏการณ์ทั้งปวง (สังขตธรรม) เปรียบเหมือนความฝัน ภาพมายา ฟองสบู่ และเงา เหมือนน้ำค้างและสายฟ้าแลบ พึงมองให้เห็นเป็นเช่นนี้เถิด”

เมื่อได้ยินดังนี้ ศิษย์ทั้งหลายต่างทำหน้างง พระชรารูปหนึ่งตระหนักรู้บางอย่าง จึงกล่าวว่า “พอจะเข้าใจแล้วครับ พระพุทธองค์ท่านสอนว่า เวลาเผยแผ่ธรรมะ อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเปลือกนอก แต่ให้เข้าใจและส่งต่อปัญญาที่ลึกซึ้งกว่านั้น”

พระพุทธเจ้าพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “ถูกต้อง เมื่อเราเข้าใจและเผยแผ่ปัญญาอันลึกซึ้งนี้ กุศลผลบุญนั้นจะยิ่งใหญ่กว่าการให้ทานด้วยทรัพย์สินทางโลกมากมายนัก”

ตอนนั้น ศิษย์หนุ่มถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “พระองค์ผู้เจริญ ที่ว่าปรากฏการณ์ทั้งปวงเหมือนความฝันหรือฟองสบู่ หมายความว่ายังไงครับ? โลกที่เราอยู่นี่ไม่ใช่ของจริงเหรอครับ?”

พระพุทธเจ้าตอบด้วยความเมตตา “คำเปรียบเปรยนี้ เพื่อให้เข้าใจแก่นแท้ของสรรพสิ่งในโลกได้ง่ายขึ้น เหมือนความฝัน ภาพมายา ฟองสบู่ เงา น้ำค้าง สายฟ้าแลบ ปรากฏการณ์ทั้งหมดในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นชั่วขณะ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่มีตัวตนที่ถาวร เมื่อเข้าใจจุดนี้ เราก็จะปล่อยวางความยึดติด และได้พบกับปัญญาและการหลุดพ้นที่แท้จริง”

พระสุภูติเสริมว่า “อย่างที่พระองค์สอนครับ เวลาอธิบายธรรมะ ก็ควรรักษาใจที่ไม่ยึดติดและไม่หวั่นไหวนี้ไว้ ถึงจะถ่ายทอดแก่นแท้ของธรรมะได้”

เหล่าศิษย์ฟังแล้วตกอยู่ในห้วงความคิด พวกเขาเริ่มตระหนักว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่เรื่องการทำดีและสะสมบุญ แต่เป็นปัญญาที่จะเปลี่ยนมุมมองที่พวกเขามีต่อโลกไปอย่างสิ้นเชิง

พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้จบลง ท่านพระสุภูติ และเหล่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนเทวดา มนุษย์ อสูร ทั้งปวง ได้ฟังพระดำรัสของพระพุทธองค์แล้ว ต่างพากันชื่นชมยินดี และน้อมรับไปปฏิบัติด้วยความศรัทธา

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงจบคำสอนเรื่อง “พระวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร” นี้ ท่านพระสุภูติ และเหล่าภิกษุ (พระสงฆ์ชาย) ภิกษุณี (พระสงฆ์หญิง) อุบาสก (ฆราวาสชาย) อุบาสิกา (ฆราวาสหญิง) ที่อยู่ที่นั่น รวมถึงสรรพสัตว์ในเทวโลก มนุษยโลก และอสูรโลก ต่างก็ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

พวกเขายินดีจากก้นบึ้งของหัวใจ และยอมรับคำสอนเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงใจ

พระสุภูติและศิษย์คนอื่นๆ ต่างประทับใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้ง พวกเขารู้สึกเหมือนปัญญาในใจถูกจุดประกาย ส่องสว่างไขปริศนาชีวิตที่ทำให้พวกเขาสับสนมานาน

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งและคาดเดาไม่ได้ ต้องใช้เวลาปฏิบัติยาวนานถึงจะบรรลุผลอย่างแท้จริง แต่สรรพสัตว์ที่อยู่ที่นั่นต่างให้คำมั่นว่าจะเรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนัก พวกเขารู้ว่ามีเพียงความพยายามของตนเองเท่านั้น ที่จะทำให้เข้าใจปัญญาสูงสุดที่พระพุทธเจ้ามอบให้ได้อย่างแท้จริง

ในขณะนั้น หอประชุมเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เคร่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยความสุข เหล่าศิษย์สาบานอย่างเงียบๆ ว่าจะถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างและปฏิบัติธรรมอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่แสวงหาการหลุดพ้นอย่างจริงใจ สักวันหนึ่งพวกเขาจะบรรลุการตรัสรู้ที่ถูกต้องและยอดเยี่ยมที่สุดเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มบางๆ ทรงทราบว่าคำสอนของพระองค์ได้หยั่งรากลึกในใจของศิษย์ผู้จงรักภักดีเหล่านี้แล้ว เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาเหล่านี้ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในการปฏิบัติในอนาคต และนำพาพวกเขาไปสู่หนทางแห่งการหลุดพ้น

หอประชุมค่อยๆ กลับสู่ความเงียบสงบ เหล่าศิษย์ยังคงดื่มด่ำกับรสพระธรรม ทุกคนรู้สึกถึงพลังขับเคลื่อนจากก้นบึ้งของจิตใจ พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะอุทิศชีวิตชาตินี้ เพื่อปฏิบัติคำสอนแห่งปัญญาและความเมตตาของพระพุทธเจ้า

อ้างอิง

All rights reserved,未經允許不得隨意轉載
ถูกสร้างด้วย Hugo
ธีม Stack ออกแบบโดย Jimmy